โสด (2)

4 เคล็ดลับเด็ด ดูแลชีวิตโสดให้สุขแบบสุดๆ

4 เคล็ดลับเด็ด ดูแลชีวิตโสดให้สุขแบบสุดๆ ความโสดสำหรับผู้หญิงคือความเจ็บปวดและเหงาอย่างที่ผู้ชายไม่มีวันเข้าใจ แต่หากจะต้องคิดการใหญ่ไปคว้าใครมาลบสถานะโสดออกจากตัวนั้นเป็นเรื่องยากแสนเข็น ในเมื่อสถานะนี้ต้อนรับคุณ  ก็อยู่ที่คุณแล้วล่ะว่าจะดูแลชีวิตโสดๆอย่างไรให้เป็นสุขทั้งด้านของสุขภาพกายและสุขภาพใจ เพราะคงไม่มีใครดูแลชีวิตเราได้ดีเท่ากับตัวเราเอง 1.เริ่มนับหนึ่งใหม่  ซ่อมแซมหัวใจตัวเอง                                                                                  หัวใจของผู้หญิงนั้นเปราะบาง อ่อนไหวเนื่องจากเรายืนอยู่บนโลกที่โหดร้ายและเผชิญกับสิ่งต่างๆมากมาย  จึงต้องใช้หัวใจอย่างไม่อ่อนแอ จงดูแลจิตใจด้วยการเก็บความเศร้าแล้วเล่าความจริงให้ตัวเองฟังจงยอมรับและเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามหลักไตรลักษณ์อันได้แก่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  เพราะมิใช่เพียงแค่ความรักที่บินหายไป แต่ร่างกายของคุณ สิ่งของ หรือสิ่งต่างๆรอบกายของคุณก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะและเหตุปัจจัยที่ควรจะเป็นเช่นกัน 2.สร้างคุณค่า เสริมอ่อร่า ดูแลสุขภาพ หลังจากที่ปล่อยความรักส่วนหนึ่งหรือส่วนมากไปให้คนอื่นเสียตั้งนาน เวลานี้นับว่าเป็นฤกษ์งามยามดี ที่คุณจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลชีวิตของตัวเอง  โดยการเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งจะทำให้สุขภาพกายเข้มแข็งและถูกฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง มาร่วมสร้างชีวิตใหม่เพื่อตัวเองแค่นี้ออร่าก็พุ่งปรี๊ดทะลุปรอทแล้ว 3.คิดบวกเสริมสุขภาพจิต หลังจากเจ็บปางตายใครคือคนที่ช่วยเยียวยาให้คุณกลับมายืนอย่างเด็ดเดี่ยวได้อีกครั้ง แน่นอนว่าคือเพื่อนหรือคนในครอบครัวนั่นเองพวกเขาพร้อมจะยื่นน้ำใสๆในแก้วส่งตรงถึงมือคุณเสมอ  แม้จะมีทั้งคำปลอบใจ คำด่า คำสมน้ำหน้า หรือความห่วงใย แต่จงรับรู้ไว้ว่าคนที่อยู่ร่วมทุกข์กับคุณย่อมมาพร้อมความจริงใจเสมอ ดังนั้นหนทางการดูแลสุขภาพจิตในยามที่เปราะบางคือการพยายามอยู่ใกล้เพื่อนหรือคนในครอบครัวมากที่สุด ซึ่งจะทำให้คุณลดอาการซึมเศร้าได้อีกหลายโข งาน งาน งานเท่านั้น การทำตัวให้วุ่น ทำตัวให้ยุ่ง ได้ทั้งงานได้ทั้งเงิน เจ้านายรัก เจ้านายหลง แถมยังเป็นวิธีการดูแลชีวิตให้ดีขึ้นทั้งด้านสุขภาพกายเพราะเราได้ออกกำลังกายมากขึ้น รวมถึงสุขภาพใจที่ไม่ฟุ้งซ่าน  ลองเปลี่ยนการยึดติดกับเหตุการณ์ในอดีตมาทำในสิ่งที่คุณชอบ หรือใฝ่ฝัน… Read More

กลิ่นปาก (3)

ดูแลช่องปากฉบับเทพ แบบมั่นใจไร้กลิ่นปาก

ดูแลช่องปากฉบับเทพ แบบมั่นใจไร้กลิ่นปาก แม้ว่าช่องปากจะเป็นอวัยวะเล็กๆเมื่อเปรียบเทียบกับอวัยวะส่วนอื่นๆของร่างกาย แต่ปากกลับมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเราอย่างมหาศาล ทั้งในการสนทนาหรือสื่อสารกับผู้คน  มันคงเป็นความทรมานที่แสนเจ็บปวดหากคุณจะต้องทนอยู่กับกลิ่นปากไปตลอดชีวิต   มาดูแลช่องปากฉบับเทพ ที่รับรองว่าสยบกลิ่นร้ายกลายเป็นเรื่องดีๆ แน่นอน ดูแลปากจากการแปรงฟันอย่างถูกวิธี มั่นใจได้เลยว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของอาการมีกลิ่นปากนั้นเริ่มต้นจากการแปรงฟันไม่ถูกวิธีของตัวเราเอง การแปรงฟันไม่สะอาดจะทำให้เศษอาหาร แบคทีเรียสะสมจนเกิดกลิ่น  หรืออาจเกิดโรคฟันผุตามมา เริ่มจากการเลือกแปรงสีฟันที่มีขนแปรงและขนาดที่เหมาะสมกับสภาพฟันและช่องปาก มีวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง  โดยตั้งแปรงที่คอฟันแล้วใช้วิธีที่เรียกว่าการสะกิดเศษอาหารบนซอกฟันออก ทำแบบนี้จนครบทุกซี่  จากนั้นอย่าลืมแปรงเหงือกและลิ้นด้วย Tip  สามารถตรวจสอบว่าฟันซี่ใดมีความสะอาดไม่เพียงพอหรือไม่ โดยการลองใช้ลิ้นสัมผัสบริเวณฟันว่ามีความลื่นหรือมีเศษอาหารรึปล่าว เพราะความรู้สึกลื่นนั้นคือแผ่นฟิล์มที่เป็นคราบพลัคสะสมนั่นเอง อย่าลืมตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำเพื่อติดตามผล ตรวจเช็คสภาพร่างกาย เมื่อตรวจเช็คสภาพปากแล้วปากมีพัฒนาการที่ดี แต่กลิ่นยังคงมีอยู่ทั้งลมหายใจที่มีกลิ่นเหม็น  รวมไปถึงมีการระบายของเหงื่อที่มีกลิ่นเหม็นเช่นกัน  ควรทำการตรวจสภาพร่างกายร่วมด้วย เพราะปริมาณสารพิษในร่างกายบางชนิดมีมากเกินไป จนส่งผลให้ขับออกในรูปของแก๊สหรือเหงื่อ เช่นในคนที่มีการอดอาหารยาวนาน ร่างกายจะมีการสะสมคีโตนบอดี้มากเกินไป เมื่อเหงื่อออกทางผิวหนังจะได้กลิ่นคีโตนออกมา คนที่อยู่ใกล้จะรู้สึกเหม็นไปด้วย Tip  วิธีการที่สามารถแก้ไขได้เฉพาะหน้า คือการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน หมั่นออกกำลังกาย ลดอาหารที่แสลง ดื่มน้ำในปริมาณมาก แม้จะเป็นวิธีการที่แสนธรรมดาและเป็นที่กล่าวถึงกันโดยทั่วไป แต่เป็นวิธีการที่ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่สมดุลได้ทุกด้าน และช่วยลดสารพิษในร่างกายให้ลดลง ลองสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงดูได้เลย     เสริมความมั่นใจระงับกลิ่นอย่างด่วน แน่นอนว่าในการค่อยๆแก้ลักษณะนิสัยของตนเองจะต้องเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไปทั้งในการแปรงฟันอย่างถูกวิธีและการทำให้ร่างกายลดสารพิษ ดังนั้นระหว่างนี้ปัญหากลิ่นปากย่อมมีอยู่บ้าง  ตัวช่วยที่ดีที่สุดคือหมากฝรั่ง หรือลูกอมทีให้ความสดชื่น… Read More

ลดความอ้วน (1)

หมั่นกินเย็น อยู่เป็นสุขกับสุดยอดอาหารฤทธิ์เย็น

หมั่นกินเย็น อยู่เป็นสุขกับสุดยอดอาหารฤทธิ์เย็น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคฮิตที่คนทั่วไปประสบอยู่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับสภาวะร้อนเกินของร่างกาย ดังเช่นโรคมะเร็งแต่ละชนิด โรคหัวใจ นิ่วในไต การเกิดริดสีดวงทวาร กรดไหลย้อน ผิวหน้าเป็นฝ้าและอีกสารพัดโรคฮิตที่เราคุ้นหูกันดี แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าอาการของโรคเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการรับประทานอาหารฤทธิ์เย็น มาทำความรู้จักกับสุดยอดอาหารฤทธิ์เย็น 4 อันดับแรกที่อาจซ่อนอยู่ในครัวของคุณ เพราะนอกจากจะช่วยดับร้อนได้แล้ว รับรองว่ายังมีอีกสารพัดประโยชน์ด้วยนะ ใบย่านาง สุดยอดอาหารฤทธิ์เย็นที่ได้รับการยอมรับจากวงการสาธารณสุข และแพทย์ทางเลือกอย่างแพร่หลาย ด้วยสรรพคุณสำคัญที่ช่วยในการลดความร้อน ถอนพิษ ลดไข้ ช่วยต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ใบย่านางมีคุณค่าของวิตามินบีทั้ง 3 ชนิดได้แก่ บี 2 บี 3 และบี 12 มีแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันเรียกได้ว่าครบถ้วน สามารถนำใบย่านางไปใช้ในการรับประทานเพื่อลดความร้อน บรรเทาโรคได้ทุกส่วน แต่ที่นิยมคือการนำใบย่านางมาทำน้ำคลอโรฟิลล์เพื่อล้างพิษในร่างกาย ถั่วเหลือง   หนึ่งในธัญพืชที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าครบถ้วนทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน  มีธาตุเหล็ก วิตามินบี 1 และ บี 2 มีไฟเบอร์  สามารถช่วยขับร้อน บำรุงระบบประสาทได้ดี เพื่อให้ได้รับคุณค่าทางอาหารที่มากขึ้นควรรับประทานถั่วเหลืองร่วมกับถั่วๆชนิดอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียว… Read More

HealthStart

ดูแลสุขภาพก่อนสาย เพื่อการเป็นสุดยอดมนุษย์ออฟฟิศ

ดูแลสุขภาพก่อนสาย เพื่อการเป็นสุดยอดมนุษย์ออฟฟิศ ออฟฟิศคือสถานที่ทำงานสำหรับสุดยอดมนุษย์เงินเดือนที่แสนทรหด เพราะออฟฟิศเปรียบเสมือนบ้านอีกหลังที่ใช้ในการทำงาน อยู่กิน แม้กระทั่งหลับนอนเลยทีเดียว คุณจึงได้ฝากสุขภาพกายของคุณไว้กับออฟฟิศน้อยๆเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเกิดสถานการณ์แห่งความกดดัน ออฟฟิศก็แปรสภาพเป็นนรกที่ทำลายสุขภาพจิตให้หมองหม่นได้เช่นกัน การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่เข้มแข็งจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการก้าวสู่การเป็นสุดยอดมนุษย์ออฟฟิศ  มาเริ่มต้นดูแลสุขภาพเพื่อเพิ่มพลังวิเศษในร่างกายของคุณให้แข็งแกร่งกันดีกว่า ดูแลท่าทางการทำงานให้ดี รับรองว่าทีใม่เหลว แน่นอนว่าหนุ่มสาวชาวออฟฟิศต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ เมื่อทำงานในระยะเวลาที่เร่งรีบและยาวนานก็ทำให้ประสบกับอาการปวดคอ ปวดหลัง เมื่อย สามารถแก้ไขได้โดยการจัดท่าทางการทำงานให้เหมาะสมคือต้องนั่งทำงานหลังตรงไม่งอหลัง เท้าวางราบกับพื้น คอตั้งตรงไม่เชิดเกินไป สำหรับสายตาที่อาจจะล้าเมื่อจ้องคอมพิวเตอร์ยาวนาน ควรใช้แว่นกรองแสงในการทำงานร่วมด้วย  และเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ อย่าลืมลุกขึ้นเดินแวะเวียนไปที่อื่นในออฟฟิศบ้างนะ ดูแลสุขภาพด้วยการสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว กวาดสายตาให้ทั่วโต๊ะเพื่อทำการสำรวจสิ่งแวดล้อมที่คุณทำงานอยู่  ว่ามีความเหมาะสมต่อการทำงานหรือไม่  แม้จะไม่มีทางเลยที่เราจะสามารถย้ายไปอยู่ออฟฟิศใหม่ได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนลักษณะภูมิทัศน์ภายในโต๊ะทำงานให้น่าทำงานขึ้นได้ เช่น การเพิ่มแสงสว่างด้วยหลอดไฟจิ๋ว การมีกระถางต้นไม้เล็กๆเพิ่มความสดชื่น การมีเก้าอี้ที่มีพนักพิง  การมีที่นวดเท้า ซึ่งจะช่วยให้สุขภาพของคุณได้รับการผ่อนคลาย และทำงานได้มีประสิทธิภาพ ดูแลสุขภาพห่างไกลจากสารเคมี รู้หรือไม่ว่าในออฟฟิศก็มีสารเคมีแฝงอยู่ไม่ว่าจะเป็นหมึกบนกระดาษ แป้นหมึกที่ประทับตรา ปากกาไวท์บอร์ด ซึ่งเมื่อสัมผัสหรือทำการสูดดมมากๆ  สารเคมีก็จะเข้าไปสะสมในร่างกายได้เช่นกัน  แม้ว่าคุณจะต้องอยู่กับของเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวังด้วยการงดการสูดดมหรือการสัมผัสนั่นเอง ดูแลสุขภาพจิตลดความเครียด เหล่าพนักงานออฟฟิศจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่หลากหลาย โดยมีตัวแปรสำคัญคือเจ้านาย หัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน เมื่อเจอสถานการณ์ที่บีบบังคับ การถูกต่อว่า รวมถึงงานที่ถาโถมเข้ามาจนรับมือไม่ไหว  ส่งผลกระทบต่อจิตใจและทำให้เกิดสภาวะความเครียด ในสถานการณ์นี้คุณจะต้องดูแลใจให้สงบเสียก่อน เพื่อพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์อื่นๆที่จะตามมา หากสุขภาพจิตไม่คิดสู้… Read More

ลดความอ้วน (3)

เคล็ดลับดูแลสุขภาพตับ แค่หลับให้พอ

เคล็ดลับดูแลสุขภาพตับ แค่หลับให้พอ การนอนหลับเป็นกิจวัตรประจำวันที่เกิดขึ้นไปตามนาฬิกาชีวิตของร่างกาย ซึ่งแน่นอนว่าชีวิตที่เร่งรีบและการทำงานอย่างหนักหน่วงของผู้คนในปัจจุบัน ส่งผลให้เห็นสิ่งอื่นสำคัญกว่าสุขภาพของตัวเอง ยอมอดหลับเพื่อทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นการละเลยสุขภาพอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยหารู้ไม่ว่าการนอนหลับมีความสำคัญกับทุกอวัยวะของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสุขภาพของตับ ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยสร้างความสมดุล  ช่วยกำจัดสารพิษให้กับร่างกาย และเป็นศูนย์ควบคุมการทำงานของวิถีเมทาบอลิซึมที่มากที่สุดอีกศูนย์หนึ่ง   ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเก็บสะสมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในรูปของไกลโคเจน  กระบวนการสลายไกลโคเจนให้กลายเป็นกลูโคสสำหรับใช้ในสภาวะที่ร่างกายขาดน้ำตาล  กระบวนการกำจัดยูเรียซึ่งถือว่าเป็นการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย  รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับการเก็บสะสมหรือสลายไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายอีกด้วย  เห็นตับทำงานหนักขนาดนี้แล้ว เจ้าของตับอย่างเราคงต้องช่วยฟื้นฟูสุขภาพตับให้ทำงานเจ๋งขึ้นอีกแรงแล้วล่ะ แน่นอนว่าการนอนหลับมีความสัมพันธ์กับการทำงานของตับ เพราะช่วงเวลาการทำงานของตับคือ ช่วงเวลา 1.00 น.-3.00 น.  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราหลับพอดีนั่นเอง เราจึงควรที่จะนอนหลับให้สนิทเพื่อให้ตับสามารถทำงานตามหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้สมองในส่วนของต่อมไพเนียลจะทำการหลั่งสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ควบคุมการทำงานของนาฬิกาชีวิต มีผลต่อทุกระบบอวัยวะของร่างกายรวมถึงตับด้วย สารชนิดนี้จะถูกหลั่งในที่มืดซึ่งก็คือช่วงเวลากลางคืน  เมลาโทนินจะเกิดการหลั่งที่น้อยลงหรือหยุดการหลั่งทันทีที่สภาพแวดล้อมนั้นมีแสงแม้จะเป็นปริมาณแสงเพียงเล็กน้อยก็ตาม นั่นหมายความว่าการที่คุณเลือกนอนตอนกลางวัน แต่มาอดนอนตอนกลางคืน  เมลาโทนินจะไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ตับก็เช่นกัน สำหรับเคล็ดลับในการนอนหลับให้ตับดีสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยวิธีการนอนหลับแบบธรรมดาที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว โดยยึดหลักว่าก่อนที่จะหลับจะต้องทำจิตใจให้สบาย ปล่อยวาง ไม่เครียด  เลือกนอนในท่าที่หายใจสะดวก  มีอากาศถ่ายเทที่ดี  และควรนอนหลับให้เพียงพอในระยะเวลา 8 ชั่วโมง โดยเริ่มเข้านอนในช่วงระยะเวลาประมาณ 22.00 น.  และอย่าลืมตื่นเช้าเพื่อรับอากาศที่แจ่มใส การตื่นสายจะทำให้คุณพลาดจากการสูดอากาศยามเช้า  ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณออกซิเจนมากที่สุดไปอย่างน่าเสียดาย นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลตับ ที่จะช่วยส่งเสริมให้ตับสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก่อนที่ตับจะมีการทำงานอย่างหนักจนคุณต้องเผชิญกับโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ  อย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยดูแลสุขภาพตับ… Read More

ขับถ่ายได้ดี (2)

เคล็ดลับดูแลสุขภาพ อย่างไรให้ขับถ่ายคล่อง

เคล็ดลับดูแลสุขภาพ อย่างไรให้ขับถ่ายคล่อง ปัญหาเล็กๆอย่างการขับถ่ายไม่คล่องจัดเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งลำไส้ เพราะอุจจาระที่สะสมอยู่ในบริเวณนั้นอาจมีสิ่งแปลกปลอมที่เป็นพิษต่อลำไส้ใหญ่  จากข้อมูลด้านสุขภาพพบว่าประเทศไทยมีผู้ชายเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ และมีผู้หญิงเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้เป็นอันดับที่ 3 ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการเสียชีวิตอันดับต้นๆเลยทีเดียว ชี้ให้เห็นว่าคนในปัจจุบันมีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้น หากยังนิ่งนอนใจและไม่ดูแลสุขภาพเพราะผู้ป่วยมักจะมารู้อาการของตัวเองเมื่ออยู่ในขั้นสุดท้าย ดังนั้นมาดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคนี้ ด้วยการขับถ่ายให้คล่องกันเถอะ รับประทานผักผลไม้ แม้ว่าในลำไส้ใหญ่จะมีเซลล์แบคทีเรียประจำถิ่นที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องลำไส้ใหญ่และใช้ในการดูดซึมสารอาหารอยู่แล้ว แต่เราก็ควรช่วยดูแลสุขภาพของลำไส้ใหญ่ให้ทำงานได้ดีขึ้น  โดยการเติมแรงกระตุ้นพวกไฟเบอร์จากผักผลไม้เข้าไป เพราะช่วยทำให้สามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้น คล่องขึ้น ไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก  หมั่นดูแลสุขภาพเพื่อให้ขับถ่ายให้สะดวกด้วยการเลือกรับประทานผักใบเขียว หรือผลไม้สดเพราะได้คุณค่าของไฟเบอร์เต็มที่  กินโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวช่วยล้างลำไส้ ในโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวจะมีแบคทีเรียที่มีชีวิตที่ช่วยเสริมให้การทำงานในลำไส้ใหญ่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้การรับประทานโยเกิร์ต 1 ถ้วย ผสมกับน้ำมะนาว และน้ำผึ้ง ยังเป็นสูตรเด็ดในการดูแลสุขภาพร่างกายเพราะมันช่วยล้างพิษให้ลำไส้สะอาดอีกด้วย  แต่สูตรอาหารนี้จะต้องใช้รับประทานในตอนเช้าจึงจะให้ผลดี โดยรับประทานในช่วง 05.00 – 07.00 น. เพราะเป็นช่วงเวลาการทำงานของลำไส้ใหญ่ บริหารลำไส้ด้วยการออกกำลังกาย การออกกำลังกายสามารถตอบทุกโจทย์ของการดูแลสุขภาพเพราะเมื่อร่างกายได้เคลื่อนไหวนั่นหมายถึงทุกๆเซลล์ในร่างกายได้มีโอกาสผ่อนคลาย และถูกปลุกให้สามารถทำงานได้มากขึ้น ขับสารพิษได้มากขึ้น  หลายคนที่นั่งทำงานนิ่งๆจึงประสบกับภาวะท้องอืด ถ่ายไม่คล่อง มากกว่าคนที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดื่มน้ำมากๆ ช่วยได้จริง เรามักจะท่องกันว่าในแต่ละวันต้องดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้วแต่ในความเป็นจริงน้อยคนนักที่จะสามารถปฏิบัติเช่นนั้นได้ หนทางที่จะช่วยให้คุณดื่มน้ำได้มากขึ้นและง่ายขึ้น คือการพกน้ำติดตัวและหมั่นจิบบ่อยในยามที่รู้สึกคอแห้ง หรือจิบบ่อยทุกครั้งที่นึกออก จะช่วยให้สามารถร่างกายได้รับน้ำมากกว่าการฝึกดื่มน้ำครั้งละหลายๆแก้ว ดูแลสุขภาพด้วยการสร้างนิสัยนี้ให้ชินเพราะนอกจากจะดีต่อระบบขับถ่ายทั้งทางกระเพาะปัสสาวะและลำไส้แล้ว… Read More

ลดน้ำหนัก (3)

ดูแลการกินด้วย 4 เทคนิคกินอยู่กับปาก แต่อยากมีสุขภาพดี

ดูแลการกินด้วย 4 เทคนิคกินอยู่กับปาก แต่อยากมีสุขภาพดี ตำราเรียนและการบอกต่อกันในเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นสิ่งที่เราทุกคนทราบกันดี แต่น้อยคนนักที่อดจะรับประทานอาหารโดยตามใจปากไม่ได้  ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และเกิดผลดีต่อสุขภาพ รีบหันกลับมาดูแลการกินของคุณก่อนสายกันเถอะ 1.กินแต่พอดี  ดูแลการกินของคุณด้วยการรับประทานอาหารในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกแน่นท้อง เกิดความไม่สบายตัว เพราะกระเพาะอาหารไม่สามารถย่อยได้ทัน  จากนั้นเมื่อระยะเวลาผ่านไปกระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยเปปซิน  ซึ่งมีสภาวะเป็นกรดเพื่อย่อยอาหารในปริมาณมาก  เราจะรู้สึกร้อนท้องมากกว่าการรับประทานอาหารแบบพอดี นอกจากนี้ยังทำให้คุณรู้สึกล้า และเหนื่อยง่ายอีกด้วย 2.เคี้ยวให้ละเอียด ร่างกายเรามีกระบวนการย่อยอาหารเชิงกลและทางเคมี  ปากเป็นอวัยวะแรกที่ทำการย่อยแบบเชิงกลโดยการเคี้ยว ดังนั้นเพื่อให้อวัยวะในระบบย่อยอาหารอวัยวะอื่นๆไม่ทำงานหนักเกินไป เราควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เพราะอาหารจะมีชิ้นเล็กลง สามารถย่อยโดยอาศัยเอนไซม์ได้ง่าย ร่างกายจึงไม่ต้องทำงานหนัก และสามารถดูดซึมแร่ธาตุในอาหารไปใช้ได้มากขึ้น  การดูแลการกินด้วยการเคี้ยวนั้นทำได้ง่ายมาก 3.งดกินของหวาน  การดูแลการกินของตนเองด้วยการงดของหวาน แม้ว่าร่างกายจะต้องการน้ำตาลเพื่อใช้พลังงานเป็นลำดับแรก แต่ความหวานที่มากเกินไปย่อมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จำทำให้เกิด เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง การกินแป้งหรือน้ำตาลในปริมาณมากจะทำให้เกิดการสะสมในร่างกาย ร่างกายจะเกิดการอักเสบ ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ และเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เซลล์ผิดปกติ 4.กินให้ครบ 5 หมู่   สำหรับอาหารทั้ง 5 หมู่ สารอาหารคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน ส่วนวิตามินและเกลือแร่ที่ได้จากผักและผลไม้จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน และเป็นตัวช่วยเสริมที่จะทำให้กระบวนการเมทาบอลิซึมของร่างกายทุกกระบวนการเป็นไปได้อย่างมีคุณภาพ  หากในแต่ละวันคุณรับประทานอาหารจำพวกที่ให้พลังงานมากเกินไป แต่ร่างกายไม่สามารถเอาไปใช้ได้หมด ก็จะทำให้เกิดการสะสมแหล่งพลังงานตามกล้ามเนื้อ… Read More

ระบบทางเดินหายใจ (1)

ดูแลระบบหายใจด้วยการเลี่ยง 3 แก๊สอันตราย ภัยเงียบที่ย่องทำลายสุขภาพ

ดูแลระบบหายใจด้วยการเลี่ยง 3 แก๊สอันตราย  ภัยเงียบที่ย่องทำลายสุขภาพ โลกของเราได้เปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อเทียบกับในอดีต ทั้งในเรื่องของธรรมชาติ สภาพแวดล้อม รวมไปถึงปริมาณแก๊สออกซิเจนซึ่งมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตก็ค่อยๆลดปริมาณลง  แต่กลับมีแก๊สชนิดอื่นที่เป็นอันตรายเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ  แก๊สอันตรายเหล่านี้ได้ค่อยๆแทรกซึมมาพร้อมกับกระบวนการหายใจ และค่อยๆคืบคลานเข้ามาทำลายสุขภาพจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้  มาทำความรู้จักกับแก๊สอันตรายเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อการรักษาสุขภาพได้อย่างปลอดภัย ทุกลมหายใจกันดีกว่า แก็สคาร์บอนไดออกไซด์ นับว่าหนึ่งในแก๊สร้ายที่สามารถพบได้มากที่สุดในชีวิตประจำวัน เพราะเกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงทุกชนิด  โดยเฉพาะการเผาไหม้ของรถยนต์ เป็นแก็สที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น หากเราหายใจเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป  มันจะไปรวมตัวกับฮีโมโกลบินแทน ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถรับออกซิเจนได้ แน่นอนว่าถ้าเราได้รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เม็ดเลือดแดงดูดซึมมากขึ้น โอกาสที่จะได้รับแก๊สออกซิเจนก็จะน้อยลงเท่านั้น ส่งผลให้หายใจลำบาก หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ แก็สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แก๊สชนิดนี้เป็นส่วนประกอบของกำมะถัน เป็นแก๊สไม่มีสี แต่มีกลิ่นฉุน ส่วนใหญ่เกิดจากภูเขาไฟระเบิด การเน่าเปื่อยของสิ่งชีวิต การเผาถ่านหิน หรือน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับคนและสัตว์  หากได้รับในปริมาณน้อย จะก่อให้เกิดอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง โลหิตจาง แต่ถ้ารับปริมาณแก๊สชนิดนี้มากจะเป็นอันตรายต่อปอด ปอดอักเสบ หลอดลมตีบตัน แก็สไนตรัสออกไซด์ และไนตริกออกไซด์ เป็นแก็สที่ทำให้เกิดหมอกควันคลุมบ้านเมือง ทำให้เสื้อผ้าซีดจาง โลหะ ผุกร่อน พืช เกิดฝนกรด พืชผลเสียหาย แก็สชนิดนี้เกิดจากการการสันดาปของเชื้อเพลิง ที่มีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ… Read More